@Sponser By

" เขาก็ชีวิตหนึ่ง เราก็ชีวิตหนึ่ง หยุดฆ่า หยุดสนับสนุน หยุดเบียนเบียด "
Read Me Read Me บทความสารพิษในเนื้อสัตว์ ( ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา ) Read Me ประโยชน์ของการกินพืชผัก ( ศูนย์ข้อมูล สสวท. )
คลิปข้อมูลนี่เป็นเพียงบางส่วนที่ยกมาให้ดู เพื่อปลุกจิตสำนึกที่แท้จริงของเราให้คืนกลับมา จริงแล้วพวกเราไม่ใช่มนุษย์ผู้โหดร้าย เพียงแต่ทำไปโดยไม่รู้ !!
หยุดก่อนที่จะสายเกินไป พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ " เราหยุดแล้ว ท่านหยุดหรือยัง "


ชีวิตที่ร่ำให้ ตอนที่ 1

ชีวิตที่ร่ำให้ ตอนที่ 2

( ก่อนที่จะมาเป็นอาหาร ) คลิปพากษ์ ภาษาอังกฤษ / English Version

วิดีโอพลง " ชีวิตที่ร่ำให้ " / Music VDO

วิดีโอพลง " ต่างกันก็เพียงกาย " / Music VDO



.. กระทำแบบนี้ ... สมควรแล้วหรือ? ยุติธรรมแล้วหรือ?
...

... หากยังก่อทุกข์ให้ผู้อื่นอยู่ร่ำไป แล้วท่านจะหมดทุกข์ได้อย่างไร? ...



" ลังกาวตารสูตร ของพระพุทธองค์ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า "

 

 
ข้อความในพระสูตรนั้น มีดังนี้ :-

"พระตถาคตเจ้าผู้ทรงอรหันต์ ได้ตรัสรู้อย่างถูกถ้วนแล้ว, และได้ตรัสความเป็นกุศลหรืออกุศลแห่งการบริโภคเนื้อสัตว์แก่เรา, เพื่อว่าเราและสาวกอื่นๆ ในพระพุทธศาสนา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ประกาศสัจธรรมอันนี้ แก่เขาเหล่าโน้นผู้บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการทำลายความอยากในเนื้อสัตว์ของเขานั้นๆ เสีย."

"พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า : โอ, มหาบัณฑิต! ด้วยน้ำหนักแห่งเหตุผลอันมากมายเหลือจะประมวล บ่งแสดงว่าเนื้อทุกชนิดเป็นสิ่งที่ควรปฏิเสธโดยสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้มีใจเปี่ยมอยู่ด้วยความกรุณา. สำหรับเขาเหล่านั้น เราจักกล่าวแต่โดยย่อๆ.
โอ, มหาบัณฑิต! ในวัฏฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้ สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการว่ายเวียนในการเกิดอีกตายอีก. ไม่มีสัตว์แม้แต่ตัวเดียว ที่ในบางสมัย ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย ลูกหญิง หรือเครือญาติอย่างอื่นๆ แก่กัน. สัตว์ตัวเดียวกัน ย่อมถือปฏิสนธิในภพต่างๆ เป็นกวาง หรือสัตว์สี่เท้าอื่นๆ เป็นนก ฯลฯ ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดยตรง. สาวกแห่งพระพุทธศาสนา จะทำลงไปได้อย่างไรหนอ, จะเป็นผู้สำเร็จแล้ว หรือยังเป็นสาวกธรรมดาก็ตาม ผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นภราดรของตน, แล้วจะเชือดเถือเนื้อของมัน?
 
 
โอ. มหาบัณฑิต
    เรามิได้เคยบัญญัติเนื้อสัตว์ไว้ในสูตรใดๆ หรือกล่าวว่ามันเป็นของควรกิน  หรือนับมันเข้าในประเภทของดีที่ควรกิน...
    โอ. มหาบัณฑิต  เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...
    เพราะว่า เนื้อย่อมเกิดจากเลือดและน้ำอสุจิ   ฉะนั้น มัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคสำหรับสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ประสงค์ต่อธรรมอันบริสุทธิ์...
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่าบรรพชิตผู้ประสงค์มิตรภาพในเพื่อนสัตว์ด้วยกัน ทุกถ้วนหน้า  ดั่งเช่น เมื่อสัตว์ได้เห็นนายพราน ชาวประมง หรือคน กินเนื้อเดินมาแม้ในระยะไกล  สัตว์ทั้งหลายก็สะดุ้งกลัวเสียแล้ว  ต่างพากันวิ่งหนีไปไกลพร้อมกับความรู้สึกอยู่ในใจว่า... “ เขาเหล่านั้นเป็น ผี  ยักษ์  อสุรกาย  ผู้ล้างผลาญ ”  นั่นเพราะความกลัวต่อ ความตายของมัน...
    ฉะนั้น เนื้อเป็นสิ่งที่ควรกินสำหรับผู้มีใจดำอำมหิต  เป็น ต้นเหตุแห่งความเสื่อมเสีย และเป็นสิ่งที่จะถูกห้ามกันโดยสัตบุรุษ..
 
 
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่า มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ  ไม่น่าบริโภคอยู่ในเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกับกลิ่นศพ...
    แม้เหตุผลมีเพียงเท่านี้  เนื้อก็เป็นสิ่งไม่ควรบริโภคสำหรับ พุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว  ถ้าหากว่าศพถูกเผาและเนื้อสัตว์อย่างใด อย่างหนึ่งก็ถูกเผา  มันก็จะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจไม่แตกต่างกันเลย.
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่า พุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นผู้ที่ปรารถนาจะมีสาธุคุณ ในทางจิตทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น...
    คนกินเนื้อย่อมเป็นเหยื่อแห่งโรคหลายชนิด เช่น โรคไส้ เดือน  โรคพยาธิ  โรคเรื้อน  โรคเจ็บในท้อง...
    ( ถ้านับโรคสมัยนี้ที่สองพันปีก่อนยังไม่มีคือ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  โรคไขข้อ  โรคความดัน... ฯลฯ  ล้วนมาจากเชื้อโรค ในชิ้นเนื้อทั้งสิ้น )..
 
 
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นการกินเนื้อบุตรของตนเองอยู่ ดั่งนี้แล้วจะกล่าวไปไยที่เราจะบัญญัติให้สาวกของเรากินเนื้อสัตว์  ซึ่งเป็นของจัดไว้ต้อนรับของพวกคนใจอำมหิต  เต็มไปด้วยมลทิน   ปราศจากคุณธรรมใดๆ ไม่เหมาะที่จะบริโภคสำหรับผู้บริสุทธิ์ และ เป็นของควรห้ามเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง..
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่าเขาเหล่านั้นซึ่งเคยชินกับการกินเนื้อ สัตว์  เมื่อความอยากเป็นไปรุนแรงเข้าก็กินเนื้อคนได้
ย่อมจะเป็นผู้ละโมบในการกินและเป็นเหมือนยักษ์ ปีศาจร้าย...
    ครั้นถึงอนาคตกาล  เพราะอำนาจจิตติดฝัง แน่นในการอยากกินเนื้อสัตว์  ย่อมตกไปสู่กำเนิด แหล่งสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น สิงโต เสือ จระเข้ สุนัขจิ้งจอก  แมว  นกเค้าแมว ฯลฯ..
 
 
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่า เขาผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ ก็ตามเพื่อเงิน  และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น  ทั้งสองพวกชื่อว่าเป็นผู้ประกอบอกุศลกรรม และจักจมสู่โรรุวะนรกและนรกอื่นๆ..
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    ผู้ใดพูดว่าพระสมณโคดมตรัสว่า  ผู้บริสุทธิ์แห่งสมัยเพรงกาลย่อมกินอาหารเหมือนคนกินเนื้อ  ย่อมเที่ยวใส่ความทุกข์เจ็บ ปวดให้แก่สัตว์น้อยใหญ่ที่มีชีวิตอยู่บนท้องฟ้า บนบกและในน้ำ เที่ยวรบกวนรังควานมันอยู่เสมอ...
    ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูด  ทั้งกล่าวตู่เราด้วยคำ อันไม่ดีไม่เป็นจริง...  สมณภาพของเขาถูกทำลายย่อยยับเสียแล้ว ถูกทำให้เศร้าหมองเสียแล้ว...  คนชนิดนี้แหละที่กล่าวคำเท็จเทียม มากมายหลายชนิดแด่พระพุทธวจนะ...
 

ตราบใดที่สรรพสัตว์ ยังไม่พบประตูแห่งพุทธะ
สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ยังคงเวียนว่าย ตายเกิด โดยไม่มีที่สิ้นสุด.

 
โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    ในวัฏฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้  สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการเวียนว่ายแห่งการเกิดตาย ไม่มีสัตว์ แม้แต่ตัวเดียวไม่เคยเป็นพ่อ แม่ พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย  ลูกหญิง หรือเครือญาติแก่กัน  สัตว์ตัวเดียวกันย่อมถือปฏิสนธิ ในภพต่างๆ เป็นสัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์เลื้อยคลาน เป็นนก   แมลง ฯลฯ  ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดยตรง...
 ....  เธอทั้งหลายผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นเครือญาติ ฉันพี่ น้องของตน  แล้วยังจะฆ่าและร่วมฆ่าเขาเอามากินได้ลงคออีกหรือ...
   ต้นกำเนิดพระพุทธเจ้าไม่บริโภคเนื้อสัตว์
    พระมหาเถระ อัมริตนันทะ...ผู้มีชื่อเสียงแห่งประเทศเนปาล  ซึ่งเป็นลูกหลานในตระกูล “ ศากยวงศ์ ” แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านก็ยืนยันให้โลกทราบว่าในราชวงศ์ของท่านนั้นนับตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครบริโภคเนื้อสัตว์เลย...
    แท้ที่จริงแล้ว พระพุทธองค์และพระอรหันต์ทั้งหลายอุบัติมาเกิดบนโลกนี้ ก็เพื่อที่จะ โปรดสัตว์ หรือ เวไนยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ วัฏฏสงสาร แล้วพระองค์จะเอาชีวิตสัตว์มากินเสียเองได้อย่างไร ...
    ในพระคัมภีร์  ลังกาวตารสูตร  พระพุทธองค์ก็ตรัส ในเกาะลังกา ก็มีบอกไว้อย่างชัดเจน เรื่องนี้..  
 
     
 
                 
    ลังกาวตารสูตร เป็นคัมภีร์หลัก ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน. เป็นคัมภีร์หนึ่งในเก้าคัมภีร์ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญ ที่เรียกว่าสูตร สูตรหนึ่งนั้นมิใช่สั้นๆ เช่นที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นหนังสือเล่มขนาดใหญ่ หรือคัมภีร์หนึ่งนั่นเอง. ลังกาวตารสูตรพิมพ์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อ ค.ศ. 1922 โดยท่าน Bunyin Nangio, M.A.(oxon). D. Litt. Kyoto. สูตรนี้แปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.443 โดยท่านคุณภัทรแห่งอินเดีย, เป็นครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ. 513 โดยท่านโพธรุจิ แห่งอินเดีย. และครั้งที่สามเมื่อ ค.ศ.700 โดยท่านศึกษานันทะ แห่งอินเดียเหมือนกัน. เป็นสูตรว่าด้วยศีลธรรมล้วน.
     
คัดลอกมาจาก http://www.96rangjai.com/
ขอขอบคุณท่านผู้ประเสริฐ.
 

หากยังเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์อยู่ ... แล้วท่านทั้งหลายจะหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้อย่างไรกัน ?.
และคงไม่ดีแน่ หากจะเป็นเช่นภาพด้านล่างนี้ !!@

  

ต่างก็พี่ ต่างก็น้อง จะทำร้าย เบียดเบียนกันทำไม ? ลองไตร่ตรองด้วยปัญญาที่แท้จริงดู ..
iHutch/www.seekhuahin.com